<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พนักงานออฟฟิศ &#8211; HOMENAYOO</title>
	<atom:link href="https://www.homenayoo.com/tag/%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%a8/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.homenayoo.com</link>
	<description>พาชมบ้าน  พร้อมรีวิวครบทุกมุม ที่คนกำลังมองหาบ้านต้องรู้</description>
	<lastBuildDate>Mon, 08 Feb 2016 12:05:57 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.homenayoo.com/wp-content/uploads/2025/12/LOGO-HOMENAYOO-URL-512-100x100.png</url>
	<title>พนักงานออฟฟิศ &#8211; HOMENAYOO</title>
	<link>https://www.homenayoo.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>10 ข้อคิด! จากประสบการณ์การเป็นลูกจ้างมาตลอด 14 ปี</title>
		<link>https://www.homenayoo.com/read-me-387/</link>
					<comments>https://www.homenayoo.com/read-me-387/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[pure]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2016 12:04:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Read Me!]]></category>
		<category><![CDATA[10 ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงานออฟฟิศ]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์เงินเดือน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.homenayoo.com/?p=305160</guid>

					<description><![CDATA[10 ข้อคิด! จากประสบการณ์การเป็นลูกจ้างมาตลอด 14 ปี ผมเขียนบทความนี้ เพราะเริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับชีวิตลูกจ้าง (แต่ก็ยังเป็นลูกจ้างอยู่นะ) พร้อม ๆ กับการแบ่งเวลาทำธุรกิจของตัวเองควบคู่ไปด้วย ทำให้ผมเห็นความแตกต่างบางอย่าง เลยอยากจะเอามาแบ่งปันให้เพื่อน ๆ เผื่อประสบการณ์ของผมมันจะไปตรงกับของเพื่อน ๆ บ้าง ผมจะได้มีเพื่อนร่วมแนวคิด เชิญอ่านครับ&#8230;&#8230;. &#62;&#62;&#62; &#8220;10 ข้อคิด!&#8230;จากประสบการณ์การเป็นลูกจ้างมาตลอด 14 ปี&#8221; &#60;&#60;&#60; 1. การที่คุณได้งานทำครั้งแรกในชีวิต อาจจะไม่ใช่เพราะคุณเก่งที่สามารถเอาชนะใจคนสัมภาษณ์คุณได้ แต่อาจจะเป็นเพราะ &#8220;เค้าหาใครไม่ได้แล้วต่างหาก&#8221; แบบว่า รับ ๆ เข้ามาก่อน เดี๋ยว 3 เดือนค่อยพิจารณาอีกทีว่าจะให้ผ่านโปรฯ หรือไม่ผ่านโปรฯ 2. ขณะสัมภาษณ์งาน ถ้าคำถามใดที่ไม่รู้ ก็ตอบว่าไม่รู้ อย่าเดา อย่ามั่ว แต่อย่าจบที่คำว่า &#8220;ไม่รู้&#8221; ควรย้อนถามผู้สัมภาษณ์สักนิดว่า &#8220;แล้วตามประสบการณ์การทำงานของพี่ พี่คิดว่าคำตอบที่ถูกต้อง หรือที่เหมาะสมคืออะไรครับ&#8221; เชื่อเถอะครับว่าแค่นี้ คุณก็ได้ใจเค้าไปแล้ว เพราะในการทำงานจริง เค้าไม่มีเวลาให้คุณมาลองผิด ลองถูกกับงานของเค้าหรอกนะ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>10 ข้อคิด! จากประสบการณ์การเป็นลูกจ้างมาตลอด 14 ปี</strong></p>
<p><a href="http://www.homenayoo.com/wp-content/uploads/2016/02/IMG_9390.jpg"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-305161" src="http://www.homenayoo.com/wp-content/uploads/2016/02/IMG_9390.jpg" alt="IMG_9390" width="600" height="400" srcset="https://www.homenayoo.com/wp-content/uploads/2016/02/IMG_9390.jpg 600w, https://www.homenayoo.com/wp-content/uploads/2016/02/IMG_9390-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p>ผมเขียนบทความนี้ เพราะเริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับชีวิตลูกจ้าง (แต่ก็ยังเป็นลูกจ้างอยู่นะ) พร้อม ๆ กับการแบ่งเวลาทำธุรกิจของตัวเองควบคู่ไปด้วย ทำให้ผมเห็นความแตกต่างบางอย่าง เลยอยากจะเอามาแบ่งปันให้เพื่อน ๆ เผื่อประสบการณ์ของผมมันจะไปตรงกับของเพื่อน ๆ บ้าง ผมจะได้มีเพื่อนร่วมแนวคิด เชิญอ่านครับ&#8230;&#8230;.</p>
<p>&gt;&gt;&gt; &#8220;10 ข้อคิด!&#8230;จากประสบการณ์การเป็นลูกจ้างมาตลอด 14 ปี&#8221; &lt;&lt;&lt;</p>
<p>1. การที่คุณได้งานทำครั้งแรกในชีวิต อาจจะไม่ใช่เพราะคุณเก่งที่สามารถเอาชนะใจคนสัมภาษณ์คุณได้ แต่อาจจะเป็นเพราะ &#8220;เค้าหาใครไม่ได้แล้วต่างหาก&#8221; แบบว่า รับ ๆ เข้ามาก่อน เดี๋ยว 3 เดือนค่อยพิจารณาอีกทีว่าจะให้ผ่านโปรฯ หรือไม่ผ่านโปรฯ</p>
<p>2. ขณะสัมภาษณ์งาน ถ้าคำถามใดที่ไม่รู้ ก็ตอบว่าไม่รู้ อย่าเดา อย่ามั่ว แต่อย่าจบที่คำว่า &#8220;ไม่รู้&#8221; ควรย้อนถามผู้สัมภาษณ์สักนิดว่า &#8220;แล้วตามประสบการณ์การทำงานของพี่ พี่คิดว่าคำตอบที่ถูกต้อง หรือที่เหมาะสมคืออะไรครับ&#8221; เชื่อเถอะครับว่าแค่นี้ คุณก็ได้ใจเค้าไปแล้ว เพราะในการทำงานจริง เค้าไม่มีเวลาให้คุณมาลองผิด ลองถูกกับงานของเค้าหรอกนะ การถามผู้รู้คือทางลัดที่ดีที่สุด และปลอดภัยที่สุด เรื่องของการเรียนรู้ เป็นเรื่องหลังจากที่แก้ปัญหานั้นได้แล้ว จำไว้</p>
<p>3. การที่วิศวกรต้องเรียนรู้งานจากช่างเทคนิค ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิด หรือห้ามทำแต่อย่างใด &#8220;คุณสามารถเรียนรู้งานจากลูกน้องได้ ตราบใดที่ประสบการณ์ของคนเก่า คนแก่ยังมีมากกว่าความรู้ของวิศวกรจบใหม่&#8221;</p>
<p>4. เช่นกัน วิศกรจบใหม่ ก็สามารถเรียนรู้งานจากพนักงานฝ่ายผลิตได้ ไม่มีกฏ หรือข้อห้ามใด ๆ ระบุไว้ในระเบียบของบริษัท ถ้าจะมี ก็มีแต่ตัวคุณเองเท่านั้นที่ยังมีอีโก้อยู่</p>
<p>5. การอ่อนน้อม ถ่อมตนในสังคมที่ทำงานเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็อย่าลืมแสดงความเป็นผู้นำ หรือแสดงความคิดเห็นของคุณเองในที่ประชุมบ้าง เชื่อผมเถอะ! ต่อให้คุณนอบน้อมแค่ไหน แต่ถ้าคุณไม่แสดงตัวตนหรือศักยภาพของคุณออกมาเลย ชีวิตการทำงานของคุณก็ไม่ไปไหนอยู่ดี</p>
<p>6. วันที่คุณยังเป็นลูกน้องอยู่ ถ้าคุณไม่ชอบอะไรที่หัวหน้าคุณทำ วันข้างหน้าถ้าคุณได้เป็นหัวหน้า ก็อย่าทำสิ่งนั้นกับลูกน้องคุณ</p>
<p>7. การบริหารงานแบบเป็นกันเองเป็นสิ่งที่ดีสำหรับการทำงานแบบคนไทย แต่ถ้าลูกน้องทำผิด ก็อย่าลืมการลงโทษตามระเบียบของบริษัท เพราะคุณจะเอาลูกน้องไม่อยู่ ถ้าคุณยอมตั้งแต่แรก</p>
<p>8. อย่าคิดว่าบริษัทที่คุณทำงานอยู่นั้น มั่นคงที่สุดในโลก เพราะบริษัทที่ใหญ่กว่าบริษัทคุณเค้าก็เจ๊งกันมานักต่อนักแล้ว ดังนั้นคุณต้องมีแผนสำรองให้กับตัวคุณเองอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>9. อย่าทำงานที่ใดที่หนึ่งนานเกิน 5 ปี เพราะถ้านานกว่านั้น รากคุณจะงอก ความท้าทายจะหายไป และความสามารถคุณจะลดลง จนสุดท้ายคุณเองจะไม่กล้าเปลี่ยนงาน และจะทำให้ชีวิตการทำงานของคุณมันน่าเบื่อสุด ๆ</p>
<p>10. คนระดับหัวหน้างานแทบทุกคนล้วนมีอาชีพที่สองของตนเองทั้งนั้น ไม่เชื่อคุณลองมองดูหัวหน้าคุณสิ! ใช่ไหม? นั่นแสดงให้เห็นว่างานประจำไม่ใช่คำตอบทุกอย่างของชีวิตคุณ และในเมื่อคุณรู้แบบนี้แล้ว สิ่งที่คุณต้องทำต่อจากนี้คือ &#8220;การหางานที่สอง&#8221; เอาไว้เป็นแผนสำรองของตัวคุณเองนั่นแหละ</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก : <a href="http://pantip.com/topic/34768198" target="_blank" rel="noopener">คุณปุ๊ &#8211; ศิริพงษ์ สมาชิก Pantip.com</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.homenayoo.com/read-me-387/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดประสบการณ์ครอบครัวมนุษย์เงินเดือนซื้อบ้าน “เงินสด”</title>
		<link>https://www.homenayoo.com/home-cash/</link>
					<comments>https://www.homenayoo.com/home-cash/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Dec 2014 04:17:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Read Me!]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อบ้านเงินสด]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงานออฟฟิศ]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์เงินเดือน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.homenayoo.com/?p=157984</guid>

					<description><![CDATA[เปิดประสบการณ์ครอบครัวมนุษย์เงินเดือนซื้อบ้าน “เงินสด” หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มองเรื่องการสร้างฐานะให้เป็นปึกแผ่นในแง่ร้าย ด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา เช่น เงินเดือนน้อย ค่าครองชีพสูง ไม่มีมรดกตกทอดจากต้นตระกูล หรือบางคนก็อ้างว่าตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีเงินเดือนเรือนแสนจะได้เก็บเงินผ่อนบ้านสักหลังเป็นของตัวเอง วันนี้ มีอีกหนึ่งแรงบันดาลใจดีๆ จากสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้มาแบ่งปัน โดยครอบครัวนี้สามารถเก็บเงินซื้อบ้านหลังแรกของตัวเองได้ด้วย “เงินสด” และตอนนี้พวกเขากำลังเก็บออมเงินเพื่อการเกษียณอายุอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอีก 20 ปีข้างหน้า พวกเขาทำได้อย่างไร ไปติดตามกันเลยค่ะ ผู้ที่จะมาบอกเล่ากับเราในวันนี้คือ คุณสุพิชฌาย์ (ขอสงวนนามสกุล) ภรรยาผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จด้านการเงินของครอบครัวที่เราได้กล่าวถึง ปัจจุบัน เธอและสามีกำลังวางแผนเก็บเงินเพื่อซื้อที่ดินที่อยู่ใกล้ๆ กับบ้าน เพื่อรองรับการขยายตัวของครอบครัว และแน่นอนว่า แผนในครั้งนี้ก็เป็นการซื้อด้วยเงินสดด้วยเช่นกัน นอกจากนั้น เธอและสามียังมองไกลไปถึงการออมเพื่อวัยเกษียณแล้ว ซึ่งเธอเชื่อว่า การออมจะช่วยให้ครอบครัวของเธอสามารถเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนไปมากเพียงใดก็ตาม โดย คุณสุพิชญาย์ ก็ได้เล่าย้อนถึงอดีตเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอและสามีได้คบหาดูใจกัน และวางแผนอนาคตร่วมกันว่า ส่วนตัวและสามีเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆ ไม่แตกต่างจากมนุษย์เงินเดือนคนอื่น โดยงานของเธอนั้นเป็นงานเลขานุการ เงินเดือนหมื่นกว่าบาท สามีเป็นวิศวกร เงินเดือนประมาณสองหมื่น รวมกันสองคนก็สามหมื่นกว่าบาทเท่านั้นเอง แต่เมื่อคบหากันไประยะหนึ่ง คุณสุพิชฌาย์ ถึงได้ทราบว่า ผู้ที่เธอกำลังคบหาดูใจอยู่นั้น แม้จะมีรายได้มากกว่าเธอเท่าหนึ่ง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h1>เปิดประสบการณ์ครอบครัวมนุษย์เงินเดือนซื้อบ้าน “<span style="color: #ff0000">เงินสด</span>”</h1>
<p><a href="http://www.homenayoo.com/wp-content/uploads/2014/12/5510.jpg"><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-157986" src="http://www.homenayoo.com/wp-content/uploads/2014/12/5510.jpg" alt="" width="350" height="241" srcset="https://www.homenayoo.com/wp-content/uploads/2014/12/5510.jpg 350w, https://www.homenayoo.com/wp-content/uploads/2014/12/5510-300x206.jpg 300w" sizes="(max-width: 350px) 100vw, 350px" /></a></p>
<p>หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มองเรื่องการสร้างฐานะให้เป็นปึกแผ่นในแง่ร้าย ด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา เช่น เงินเดือนน้อย ค่าครองชีพสูง ไม่มีมรดกตกทอดจากต้นตระกูล หรือบางคนก็อ้างว่าตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีเงินเดือนเรือนแสนจะได้เก็บเงินผ่อนบ้านสักหลังเป็นของตัวเอง วันนี้ มีอีกหนึ่งแรงบันดาลใจดีๆ จากสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้มาแบ่งปัน โดยครอบครัวนี้สามารถเก็บเงินซื้อบ้านหลังแรกของตัวเองได้ด้วย “เงินสด” และตอนนี้พวกเขากำลังเก็บออมเงินเพื่อการเกษียณอายุอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอีก 20 ปีข้างหน้า พวกเขาทำได้อย่างไร ไปติดตามกันเลยค่ะ</p>
<p>ผู้ที่จะมาบอกเล่ากับเราในวันนี้คือ <strong><span style="color: #0000ff">คุณสุพิชฌาย์<span style="color: #333300"> (ขอสงวนนามสกุล)</span></span></strong> ภรรยาผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จด้านการเงินของครอบครัวที่เราได้กล่าวถึง ปัจจุบัน เธอและสามีกำลังวางแผนเก็บเงินเพื่อซื้อที่ดินที่อยู่ใกล้ๆ กับบ้าน เพื่อรองรับการขยายตัวของครอบครัว และแน่นอนว่า แผนในครั้งนี้ก็เป็นการซื้อด้วยเงินสดด้วยเช่นกัน นอกจากนั้น เธอและสามียังมองไกลไปถึงการออมเพื่อวัยเกษียณแล้ว ซึ่งเธอเชื่อว่า การออมจะช่วยให้ครอบครัวของเธอสามารถเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนไปมากเพียงใดก็ตาม</p>
<p>โดย คุณสุพิชญาย์ ก็ได้เล่าย้อนถึงอดีตเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอและสามีได้คบหาดูใจกัน และวางแผนอนาคตร่วมกันว่า ส่วนตัวและสามีเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆ ไม่แตกต่างจากมนุษย์เงินเดือนคนอื่น โดยงานของเธอนั้นเป็นงานเลขานุการ เงินเดือนหมื่นกว่าบาท สามีเป็นวิศวกร เงินเดือนประมาณสองหมื่น รวมกันสองคนก็สามหมื่นกว่าบาทเท่านั้นเอง</p>
<p>แต่เมื่อคบหากันไประยะหนึ่ง คุณสุพิชฌาย์ ถึงได้ทราบว่า ผู้ที่เธอกำลังคบหาดูใจอยู่นั้น แม้จะมีรายได้มากกว่าเธอเท่าหนึ่ง แต่ไม่มีการเก็บออมเงินเอาไว้เลย อีกทั้งเขายังมีหนี้บัตรเครดิตพ่วงมาอีกต่างหาก ส่วนตัวเธอนั้นกลับมีเงินเก็บมากกว่าเขาเสียอีก เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอและแฟนจึงได้พูดคุยกัน และวางแผนเรื่องการเก็บออมเงินเพื่ออนาคต โดยเธอเล่าว่า ได้ใช้สูตรเก็บ 70 เปอร์เซ็นต์ ใช้ 30 เปอร์เซ็นต์</p>
<p><strong><span style="color: #ff0000">ใช้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์</span></strong></p>
<p>อาจเป็นตัวเลขที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนไม่เชื่อหู แต่คนสองคนที่คบหาดูใจกันอยู่นั้นเก็บเงินจากรายได้ในแต่ละเดือนด้วยตัวเลขนี้ โดย คุณสุพิชฌาย์ เผยว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้อาจดูไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอต่อ “ความต้องการพื้นฐานในชีวิต” แล้ว</p>
<p>“ในช่วงแรกๆ สามีก็ปรับตัวลำบาก ก็เลยคุยกัน บอกให้เขามองถึงเป้าหมายหลักของเรา ส่วนตัวเองใช้เงิน 30 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีปัญหา เพราะอาศัยอยู่กับคุณแม่ กินอยู่กับที่บ้าน มีซื้อของใช้เข้าบ้านบ้าง พาแม่ไปรับประทานอาหารนอกบ้านบ้าง แต่ถ้าให้เป็นตัวเงินคุณแม่จะไม่รับ แม่บอกให้เก็บไว้ ส่วนสามีเขาเช่าหอพักอยู่คนเดียว สามพันบาท ก็เลยคุยกันว่าหาห้องพักใหม่ไหม หรูน้อยหน่อย แล้วก็หาแบบที่ติดถนนใหญ่ จะได้ไม่ต้องเสียค่ารถเข้าซอย เดือนหนึ่งประหยัดได้เป็นพัน หรือสามีเคยจ้างซักรีดเสื้อผ้าก็หัดทำเอง เคยเข้าร้านอาหารก็งด หันมาทำกับข้าวกินเอง&#8221;</p>
<p>“เงินที่เก็บร่วมกันก็จะทำบัญชีให้ชัดเจน ถ้าสงสัยตรวจสอบได้ พอสิ้นปีก็จะแสดงบัญชีรายรับรายจ่ายให้เขาดูว่าปีนี้เราเก็บได้เท่าไร รวมโบนัสแล้วยอดเป็นเท่าไร ปีหน้าเงินเดือนจะขึ้นอีกเท่าไร จะต้องเก็บกันอีกกี่ปีถึงจะสำเร็จ พอแฟนเห็นความชัดเจนก็เริ่มติดใจ เริ่มประหยัดด้วยตัวเอง และเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของการซื้อบ้านด้วยเงินสด”</p>
<p>อย่างไรก็ดี คุณสุพิชฌาย์ เล่าว่า ในช่วงนั้นก็มีคำตัดพ้อจากสามีด้วยเช่นกัน ว่า เพื่อนๆ หลายคนเริ่มซื้อบ้าน ผ่อนบ้านกันแล้ว</p>
<p>“ตอนที่เก็บเงินซื้อบ้านด้วยกัน เขาก็มาบ่นตัดพ้อเหมือนกันว่าเพื่อนร่วมงานเก็บเงินซื้อบ้านได้แล้วนะ เราก็บอกใจเย็นๆ สิ เพื่อนเขาผ่อนไม่ใช่เหรอ พอตอนหลังเราซื้อบ้านได้ เขายิ้มเลย เพราะเราไม่ต้องผ่อน 30 ปีเหมือนคนอื่น”</p>
<p><strong><span style="color: #ff0000">ใจเย็น เคล็ดลับออมเงิน</span></strong></p>
<p>สำหรับเคล็ดลับในการออมเงินของครอบครัวนี้ ก็คือ เมื่อออมเงินได้ถึงจุดหนึ่งก็จะเริ่มมองการลงทุนแบบอื่น มองเงินฝากแบบอื่นที่ได้ผลตอบแทนมากกว่า “จะเริ่มศึกษากองทุนรวม ลงทุนทองคำแท่ง แล้วก็รอให้เงินทำงาน จากนั้นจะเอาผลตอบแทนที่ได้มาไปลงทุนต่อ ไม่ถอนมาใช้ ส่วนตัวเป็นคนใจเย็น รอได้ บัตรเครดิตก็ไม่ทำ อยากได้อะไรเก็บเงินซื้อให้ครบจำนวน หลายๆ ครั้ง พบว่า เงินสดมีพลังมากกว่าบัตรเครดิตเสียอีก ถ้าซื้อสด เราจะได้ส่วนลดมากกว่า”</p>
<p>คุณสุพิชฌาย์ เล่าว่า สำหรับยอดเงินที่ตั้งไว้เพื่อการซื้อบ้านนั้น เธอและสามีสามารถเก็บได้มากพอตั้งแต่ประมาณปีที่ 3-4 ของการเก็บเงินแล้ว (ประมาณล้านกว่าบาท) แต่การหาบ้านที่ถูกใจนั้นต้องใช้เวลา และต้องหาข้อมูลอย่างมาก จึงทำให้การตัดสินใจซื้อล่าช้าออกไป</p>
<p>“ตอนดูบ้าน ดูไว้หลายแบบ ทั้งหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ทั้งไปฟังสัมมนา ไปดูบ้านขายทอดตลาดก็ไป บ้านใหม่ บ้านมือสองก็ดูหมด แต่ทีนี้ บ้านใหม่ที่ไปดู เงินล้านกว่าบาทมันพอซื้อได้แค่ทาวน์เฮาส์ และคุณแม่สอนมาตั้งแต่เด็ก ว่า ซื้อบ้านอย่าเข้าซอยลึก เพราะเสียค่าเดินทาง และเราเป็นผู้หญิงมันไม่ปลอดภัย เลยเน้นดูบ้านที่สะดวกต่อการเดินทางดีกว่า แล้วก็ไปเจอบ้านเดี่ยวชั้นเดียวอยู่ไม่ไกลจากบ้านที่อาศัยอยู่มากนัก สภาพบ้านมันดูเก่า เพราะขาดคนดูแล เลยซื้อได้ราคาถูกพอสมควร จากนั้นก็ปรับปรุงใหม่”</p>
<p>โดย คุณสุพิชฌาย์ เล่าว่า เงินล้านกว่าบาทที่เตรียมไว้นั้น พอทั้งซื้อบ้าน ปรับปรุงบ้าน รวมถึงซื้อเฟอร์นิเจอร์ทั้งหลัง!</p>
<p>“สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่บ้านเวลามีงานเซลล์ก็ซื้อเก็บไว้ หรือเจอชิ้นที่ถูกก็ซื้อไว้ เราดูทั้งเฟอร์นิเจอร์มือสอง และแบบ clearance ค่ะ”</p>
<p><strong><span style="color: #ff0000">วินัยทางการเงิน มาจากมหาวิทยาลัย “แม่”</span></strong></p>
<p>สำหรับวินัยทางการเงินที่เข้มแข็งเช่นนี้ คุณสุพิชฌาย์ เปิดเผยว่า เธอได้ซึมซับมาจากครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ที่เป็นตัวอย่างที่ดีเสมอมา</p>
<p>“ครอบครัวเรามีพี่น้องหลายคน มีพี่ชายทำงานเป็นหลัก พี่ชายจะแบ่งเงินให้แม่ในแต่ละเดือน แล้วแม่จะจัดสรรให้ลูกแต่ละคน แม่จะดูว่าอะไรจำเป็นไม่จำเป็น และทำบัญชีรายรับรายจ่าย ตอนนั้นเราเป็นเด็กก็ไม่สนใจ แต่แม่ก็ทำให้เห็นตลอดเป็นสิบๆ ปี แม่จะพูดเสมอว่า เงินออมห้ามถอนออกมาใช้ รายได้แต่ละเดือนต้องใช้ให้พอ และต้องเหลือเก็บ ถ้ามีรายได้เพิ่ม อย่านึกว่าเป็นเงินได้เพิ่ม ให้นึกว่าเป็นเงินออมเพิ่ม”</p>
<p>“เราเป็นลูกคนเล็ก แต่แม่ไม่เคยเลี้ยงตามใจ และความที่เป็นคนเล็กเลยเหมือนเราเป็นลูกคนเดียว เพราะพี่ๆ คนอื่นแต่งงานออกเรือนไปหมดแล้ว เลยซึมซับระเบียบวินัยของแม่มาเยอะ ถ้าไม่ได้การเลี้ยงดูของแม่ให้อดทน เราก็ไม่มีภูมิคุ้มกันมากขนาดนี้”</p>
<p>“ตั้งแต่วันที่เราสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ด้วยเงินตัวเอง แม่มีความสุข และภูมิใจมาก วันที่ซื้อบ้าน ทำบ้านเสร็จ แม่ยิ้มไม่หยุด จากคำสอนของแม่ ครอบครัวเราไม่มีใครมีหนี้ล้นพ้นตัว เราอยู่ได้แม้เศรษฐกิจไม่ดี หรือข้าวของแพง ที่สำคัญ ครอบครัวของเราต้องอย่าโทษใคร ขอให้เราดูแลตัวของเราเอง ถ้าหารายได้เพิ่มไม่ได้ให้ลดรายจ่ายให้มากที่สุด จากจุดเล็กๆ ของครอบครว ถ้าเราทำได้ เราก็เป็นที่พึ่งของตัวเองได้ค่ะ”</p>
<p>ส่วนเทคนิคในการออมเงินที่อาจเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน คุณสุพิชฌาย์ เผยว่า บางทีมันก็ไม่ยาก ขอแค่อย่าผัดวันประกันพรุ่งก็พอ</p>
<p>“ส่วนการวางแผนเงินออม อย่าผัดวันประกันพรุ่ง ต้องคิดแล้วทำทันที อย่าคิดว่าเดือนนี้ค่าใช้จ่ายเยอะ ผัดเป็นเดือนหน้าแล้วกัน แล้วก็ให้ศึกษาการลงทุนประเภทต่างๆ ไว้ สิ่งที่สำคัญที่สุดทีขาดไม่ได้คือ ให้ทุกคนทำบัญชีครัวเรือน รายรับรายจ่าย แล้วจะรู้ว่าเราใช้เงินในทางไหนบ้าง แล้วจะรู้ว่าทุกคนก็ออมเงินได้”</p>
<p>“ทุกวันนี้ ยังห่อข้าวให้แฟนไปกินที่ทำงานอยู่เลย จะไปรับประทานนอกบ้านก็ต่อเมื่อเป็นโอกาสพิเศษจริงๆ ร้านอาหารตามห้างก็ไม่เข้าเลย ทำเหมือนที่แม่เคยทำน่ะค่ะ”</p>
<p>“การบริหารครอบครัว สำคัญตรงที่เราต้องไม่โทษการเมือง  แต่ให้หันกลบมาดูตัวเองให้มาก ใช้เท่าที่จำเป็น บางคนใช้เงินซอของเกินไป ซื้อบ้านซื้อรถเพื่อหน้าตา ที่บ้านซื้อเท่าที่จำเป็น และโชคดีที่ได้สามีดี เขาค่อนข้างให้อิสระทางความคิดกับเรา ให้สิทธิ์เราเต็มร้อย เราเคยคุยกันแล้วว่าที่ทำอยู่นี้ไม่ตึง ไม่อึดอัดแต่อย่างใด เขายังบอกด้วยว่า เขามีพร้อมมากกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ด้วยซ้ำ ที่สำคัญ เขาไม่ยึดติดว่าเขาเป็นผู้ชายแล้วจะต้องบริหารเงิน เขาบอกว่าใครถนัดด้านไหนก็ทำด้านนั้นดีกว่า ครอบครัวเราก็มีการจัดสรรเงิน มีงานอดิเรก มีไปพักผ่อน ไปเที่ยวเหมือนคนอื่นๆ ทุกครอบครัวค่ะ”</p>
<p>แม้ว่าสถาบันครอบครัวจะเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคม และมีโอกาสถูกกระแสที่ใหญ่กว่า โหดร้ายกว่าซัดจนเซไปทางนู้นทีทางนี้ทีได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าหากครอบครัวมีความเข้มแข็งมากพอ และมีความเข้าอกเข้าใจกันมากพอแล้ว เป็นไปได้ว่า ความโหดร้ายรุนแรงจากโลกภายนอกก็ไม่อาจเข้ามาบีบคั้น หรือกดดันให้หน่วยเล็กที่สุดหน่วยนี้ต้องยอมศิโรราบได้แต่อย่างใด ครอบครัวตัวอย่างของเราในวันนี้คงเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ดีค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #ff0000">ขอขอบคุณข้อมูลจาก <a href="http://www.manager.co.th" target="_blank" rel="noopener"><span style="color: #ff0000">manager.com</span></a></span></strong></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.homenayoo.com/home-cash/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
