หน้าหลัก » Sena เสนา ข่าวอสังหาริมทรัพย์ » “เสนา” ผนึก “ฮันคิว” เตรียม Presale “นิช โมโน สุขุมวิท-แบริ่ง” คอนโดนวัตกรรมจากญี่ปุ่น “Geo fit+” แห่งแรกในไทย
โพสโดย : pure | วันที่ : 20 September 2017
หมวดหมู่ : Sena เสนา, ข่าวอสังหาริมทรัพย์

“เสนา” ผนึก “ฮันคิว” เตรียม Presale “นิช โมโน สุขุมวิท-แบริ่ง” คอนโดนวัตกรรมจากญี่ปุ่น “Geo fit+” แห่งแรกในไทย

Hero

“เสนา” ผนึก “ฮันคิว” นำร่องโปรเจกต์แรก นิช โมโน สุขุมวิท-แบริ่ง คอนโดนวัตกรรมจากญี่ปุ่น “Geo fit+” พร้อมเปิด Presale กระหึ่ม 30 ก.ย.-1 ต.ค. 60 ด้านไนแฟรงค์ฯ เผยทำเลย่านแบริ่งขาขึ้น ยอดขายพุ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)กล่าวว่าบริษัท เสนา ฮันคิว จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง SENA กับบริษัท ฮันคิว เรียลตี้จำกัด ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในญี่ปุ่น หนึ่งในกลุ่ม บริษัท Hankyu Hanshin Holding Group

ซึ่งภายหลังประกาศพัฒนาโครงการร่วมกันโปรเจกต์แรก “นิช โมโน สุขุมวิท-แบริ่ง”  ต้องยอมรับว่าได้รับกระแสการตอบรับอย่างดีมากจากตลาดกลุ่มเป้าหมาย มีการพูดถึงว่าเป็นคอนโดมิเนียมนวัตกรรมจากญี่ปุ่น

โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมที่เรียกว่า “Geo fit+”ลิขสิทธิ์เฉพาะจากประเทศญี่ปุ่นและเป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่นำนวัตกรรมดังกล่าวเข้ามาใช้ ภายใต้แนวคิดในการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ใส่ใจในรายละเอียดและเข้าใจความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างลึกซึ้ง

สามารถนำมาใช้กับการสร้างที่อยู่อาศัยอย่างยอดเยี่ยมทั้ง Japanese Functionality ฟังค์ชั่นการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ, Japanese Innovation นวัตกรรมแนวคิดใหม่ๆ เพื่อการอยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์แบบ  และJapanese Design กลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นที่นำมาใช้ในการออกแบบ

Ent_final

สำหรับโครงการ นิช โมโน สุขุมวิท – แบริ่งภายใต้คอนเซ็ปต์“Life Charger” ความลงตัวของพื้นที่ชาร์จชีวิตคนเมืองยุคดิจิตอล ที่นี่ให้คุณชาร์จชีวิตได้ทุกวัน สะดวกสบายทุกการเดินทาง เนื่องจากใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียวสถานีแบริ่ง เพียง250 เมตร

นอกจากนี้สายสีเขียวยังเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ซึ่งเป็นเส้นทางไปสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยโครงการตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 4 ไร่เศษ ติดถนนสุขุมวิท ซอยสุขุมวิท 70

เป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับสูง 34 ชั้น  1 อาคาร ทั้งหมด 1,275  ยูนิตโดยมีให้เลือก 3 Type คือ แบบ 1 Bedroom ขนาด 28 – 31 ตารางเมตร ,แบบ 1 bedroom plus ขนาด 34 ตารางเมตร และ แบบ 2 Bedroom ขนาด 48 ตารางเมตร

ราคาเริ่ม 2.3 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตกตารางเมตรละ 87,000 บาท รวมมูลค่าโครงการ 3,400ล้านบาท

Lobby_final

ส่วนการออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานให้เหมือนวิถีการอยู่อาศัยแบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง และเพื่อสนองความต้องการของผู้อาศัยใน 4 ด้าน ประกอบด้วย

1.Geo fit + days คุณภาพที่ได้มาตรฐาน

2.Geo fit + eco ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

3.Geo fit + age ปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัยและ

4.Geo fit + sonae เตรียมพร้อมฉุกเฉินป้องภัยธรรมชาติ

และด้วยการนำแนวคิด Geo Fit+ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างที่อยู่อาศัยในญี่ปุ่นนั้น มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับ Lifestyle คนไทย ยกตัวอย่าง การวางโซนพยาบาลไว้ในโครงการเพื่อเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัยของลูกบ้าน หรือการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยระบบ EV Charger

ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานโดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์แทนการใช้ไฟฟ้าในโครงการรวมถึงมีการออกแบบฟังก์ชั่นห้องชุด ให้ตอบสนองความต้องการของผู้พักอาศัย เช่น ชั้นปรับระดับได้ที่สามารถปรับฟังก์ชั่นการใช้งานตู้ภายในห้องชุดได้ตามการใช้งานจริง เป็นต้น

Sky lounge aerial_final

ด้านสาธารณูปโภคภายในโครงการครบครัน อาทิ พื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ , สระว่ายน้ำแบบ Infinity Edge ระบบเกลือยาว 88 เมตร ห้องออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์ครบครันด้วยพื้นที่ 250 ตารางเมตร Boxing Room , Panoramic Sky Lounge, Jogging Track ในสวน และ Yoga Room เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีร้านสะดวกซื้อ 7 -11 และ ร้านกาแฟ แบรนด์ชั้นนำ TOM N TOM บนพื้นที่ขนาด 200 ตารางเมตร ไว้รองรับลูกบ้านภายในโครงการด้วย

Sky lounge aerial_C2REV

นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด  กล่าวว่า การพัฒนาคอนโดมิเนียมพักอาศัยในย่านสุขุมวิทตอนปลายแบริ่ง มีศักยภาพในการขยายตัวและเติบโตได้ ทั้งตอบสนองความต้องการของคนทำงานในเมืองและคนทำงานในย่านสมุทรปราการ

ซึ่งปัจจัยหนุนศักยภาพของทำเลในย่านนี้ คือ 1.ความได้เปรียบจากทำเลที่ตั้ง เนื่องจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวสามารถเชื่อมต่อกับศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญย่านสุขุมวิท เพลินจิต สีลม และย่านการค้าสยาม

โดยช่วยให้คนทำงานกลางเมืองเดินทางเข้าถึงแหล่งงานและแหล่งช้อปปิ้งได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เพียง 15-25 นาที จากสถานีแบริ่ง ขณะเดียวกันส่วนต่อขยายสามารถที่จะเชื่อมต่อไปยังจังหวัดสมุทรปราการถึงบางปูจะช่วยให้คนที่ทำงาน ในย่านอุตสาหกรรมย่านบางปูได้รับความสะดวกเช่นเดียวกัน

2.ต้นทุนที่ดินในย่านนี้ราคายังสามารถจับต้องได้ ซึ่งจะทำให้ราคาขายคอนโดในย่านนี้ยังมีราคาขายที่ไม่สูงมากเกินไป

โดยคอนโดในละแวกนี้ราคาต่อยูนิตอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาทถึง 3.5ล้านบาท ในขณะที่ทำเลตามแนวสุขุมวิทตั้งแต่บางนาถึงอโศก คอนโดใหม่ในพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟฟ้าในราคา 1.5 ล้านบาทถึง 2.5 ล้านบาท ไม่สามารถหาได้แล้ว

แต่ด้วยราคาต่อยูนิตที่ไม่สูงมากทำให้ยอดผ่อนชำระกับธนาคารตกต่อเดือนประมาณหมื่นต้นๆ ถือว่าไม่สูงไม่มากสำหรับพนักงานออฟฟิศใจกลางเมือง

3. ย่านสุขุมวิทตอนปลายเป็นย่านที่พัฒนาแล้ว มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะครบถ้วน มีโครงการพัฒนาเชิงพาณิชย์หลายโครงการ เช่น ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค โครงการอาคารสำนักงานภิรัช ทาวเวอร์ โครงการบางกอกมอลล์ เป็นโครงการ mixed-use ขนาดใหญ่ พัฒนาโดยกลุ่มเดอะมอลล์ บริเวณจุดตัดถนนบางนาตราด-สุขุมวิท บนเนื้อที่ 100 ไร่ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ปี 2561 และ

4.  ด้านผลตอบแทนการลงทุนค่อนข้างดี อยู่ที่ 5.5%-6.5% (แต่ขึ้นอยู่กับโครงการ)   ซึ่งคอนโดมิเนียม low-rise แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 28- 30 ตารางเมตร ราคาขายประมาณ 2 – 2.2 ล้านบาท อัตราค่าเช่าเดือนละประมาณ 10,000 – 12,000 บาท

ส่วนคอนโด High-rise ราคาขายประมาณ 2.5 – 2.8 ล้านบาท อัตราค่าเช่าประมาณ 13,000 -15,000 บาทต่อเดือน ผู้เช่ามีทั้งลูกค้าคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะคนจีนและเกาหลีที่ทำงานอยู่ในโรงงานย่านสมุทรปราการ

Gym

อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจของงานผลวิจัยไนท์แฟรงค์ฯ พบว่าคอนโดมิเนียมบริเวณสถานีบางนา-แบริ่ง- สำโรงมีอุปทานสะสมระหว่างปี 2555 ถึงครึ่งปีแรก 2560 มีทั้งสิ้น 12,417 ยูนิต ปัจจุบันมีหน่วยเหลือขายประมาณ 3,343 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขายร้อยละ 73 เติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558

ซึ่งเป็นปีที่มีอุปทานใหม่เข้ามามากที่สุดประมาณ 4,300 ยูนิต จะเห็นได้ว่าอัตราการดูดซับในทำเลนี้ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่คอนโดทำเลโดยรอบสถานีแบริ่ง ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2560 มีอัตราการขายสูงถึงร้อยละ 83  มีอุปทานสะสมทั้งสิ้น 6,430 ยูนิต

ปัจจุบันมีหน่วยเหลือขายเพียง 1,160 ยูนิต ซึ่งสะท้อนถึงอัตราการขายสูงสุดในรอบ 5 ปี จะเห็นได้ว่าทำเลแบริ่งเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากอัตราการขายที่สูงกว่าร้อยละ 70 ตลอดระยะเวลา 5 ปี

จากการสำรวจพบว่าคอนโดมิเนียมบริเวณสถานีบางนา – แบริ่ง –สำโรง ส่วนมากเป็นอาคาร low – rise คิดเป็นร้อยละ 63 หรือ 7,861 ยูนิต ขณะที่อาคาร High – rise มีประมาณ 4,556 ยูนิต หรือร้อยละ 37 แต่หากพิจารณาเฉพาะคอนโดมิเนียมสถานีแบริ่ง

พบว่ามีเพียงแค่8% หรือ 545 ยูนิต ที่เป็นอาคารสูงจากโครงการ Knight Bridge และ The Gallery Bearing และคอนโดสูงในทำเลนี้ มียอดขาย 99% เหลือขายไม่กี่ห้อง

เนื่องจากเป็นโครงการที่เปิดขายเมื่อ 3- 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ผลสำรวจคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ในบริเวณนี้ตั้งอยู่ในซอยลาซาล หรือ สุขุมวิท 105 และในซอยสุขุมวิท 107 ซึ่งในซอยนั้นไม่สามารถขึ้นอาคารสูงได้

ขณะที่ตลาดปล่อยเช่าในย่านนี้ยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน  ซึ่งปัจจุบัน พบว่าราคาขายเฉลี่ยคอนโดมิเนียมบริเวณสถานีบางนา – แบริ่ง – สำโรง ที่เป็นอาคาร  Low – rise เปิดขายตารางเมตรละ 70,000 บาท

แต่ถ้าหากเป็นคอนโดมิเนียมอาคารสูงในซอยราคาจะสูงกว่าประมาณ 28% หรือตารางเมตรละ 90,000 บาท ขณะที่ราคาคอนโดมิเนียมอาคารสูงริมถนนสุขุมวิทจะมีราคาสูงสุดอยู่ 100,000 บาทต่อตารางเมตร  สูงกว่าคอนโด High – rise ในซอย 28%

Jogging track

สำหรับโครงการ นิช โมโน สุขุมวิท-แบริ่ง เตรียมเปิดพรีเซล์ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 30 กันยายน – 1 ตุลาคมนี้ พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษ ลุ้น Lucky Draw ห้องโปรฯราคา 2.2 ล้าน*กรณีชำระเงินจอง+ทำสัญญา (แบ่งจ่าย 0% 6 เดือน)

พร้อมรับ Gift Voucher สยาม พารากอน 5,000 บาท  และราคาพรีเซล รับส่วนลดวันงาน 50,000 บาท ทั้งนี้ ทางโครงการยังเปิดให้ลูกค้าได้เข้าชมห้องตัวอย่างตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปแล้ว ณSales Gallery โครงการ นิช โมโนสุขุมวิท-แบริ่ง

กด LIKE ติดตามข่าวสาร คอนโดและบ้าน ด้านล่างเลยจร้า ^__^

 

แสดงความคิดเห็น