หน้าหลัก » ข่าวอสังหาริมทรัพย์ » อาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ ตั้งเป้าโตต่อเนื่อง ตุนแบ็คล็อกกว่า 2.3 พันล้าน พร้อมเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ยึดโซนกรุงเทพตะวันออก
โพสโดย : pure | วันที่ : 5 April 2018
หมวดหมู่ : ข่าวอสังหาริมทรัพย์

อาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ ตั้งเป้าโตต่อเนื่อง ตุนแบ็คล็อกกว่า 2.3 พันล้าน พร้อมเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ยึดโซนกรุงเทพตะวันออก

วรยุทธ_RK_4

อาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาฯ แนวราบ เผยตุนยอดแบ็คล็อกเกิน 2.3 พันล้าน ทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องจนถึง 2563 พร้อมตั้งเป้ายอดรายได้รวมปีนี้ 800 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 100% ล่าสุด เดินหน้าปั้นโครงการใหม่เพิ่ม ยึดพื้นที่โซนกรุงเทพตะวันออก

นายวรยุทธ กิตติอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า “ปัจจุบัน บริษัทฯ มียอดแบ็คล็อก อยู่ที่ 2,322 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มรับรู้ได้ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปีนี้ไปจนถึงปี 2563 โดยมาจากการขายโครงการที่มี

ในปัจจุบัน ได้แก่ อาร์เค พาร์ค รามอินทรา-ซาฟารี, อาร์เค พาร์ค วัชรพล-สายไหม และดิไอเฟิล (The Eiffel) รามคำแหง-มิสทีน เฟสหนึ่ง รวมถึงโครงการที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและเตรียมเปิดจองเร็วๆ นี้

ได้แก่ ดิไอเฟิล รามคำแหง-มิสทีน เฟสสอง ที่เป็นโฮมออฟฟิศ 49 ยูนิต และเฟสสาม ที่เป็นบ้านเดี่ยวสร้างเสร็จพร้อมอยู่ 67 ยูนิต”

“นอกจากนี้ ยังมีโครงการเดอะรักษ์ (The Rux) รามอินทรา-หทัยราษฎร์ โครงการบ้านเดี่ยวสองชั้น จำนวน 96 ยูนิต บนถนนไทยรามัญ ใกล้ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ มูลค่าโครงการ 450 ล้านบาท พร้อมเปิดขายในราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาทในช่วงไตรมาสสองนี้

และโครงการซีเน็กซ์ (Zenex) พหลโยธิน-รามอินทรา 5 ที่มีทั้งส่วนทาวน์โฮมและโฮมออฟฟิศ จำนวน 13 ยูนิต ทำเลดีใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู เปิดขายพร้อมเข้าอยู่ในไตรมาสสามปีนี้ ในราคาเริ่มต้น 4.5 ล้านบาท

เน้นจับกลุ่มลูกค้า Gen X และ Y ที่เป็นเจ้าของกิจการเติบโตมาจากกลุ่มสตาร์ทอัพและธุรกิจออนไลน์ หรือผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ชอบความหรูหราและความคุ้มค่า”

สำหรับกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจ นายวรยุทธ กล่าวว่า “อาร์เค พร็อพเพอร์ตี้จะยังคงยึดแนวทางการทำธุรกิจที่ ตัวเองถนัด ค่อยๆ สร้างการเติบโตด้วยจุดแข็งที่มี คือความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและการขายโครงการแนวราบ ในโซนกรุงเทพตะวันออก

โดยตั้งเป้าจะเปิดตัวโครงการใหม่ 2-3 โครงการทุกปี มีทาวน์โฮมเป็นสินค้าหลัก รองลงมาเป็นโฮมออฟฟิศ และบ้านเดี่ยว ทั้งยังได้ตั้งงบประมาณในการซื้อที่ดินใหม่ต่อปีอยู่ที่ราว 600 ล้านบาท

โดยในปี 2561 นี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมอยู่ที่ 800 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”

“ปัจจุบัน การแข่งขันในตลาดอสังหาฯ ในกรุงเทพและปริมณฑลค่อนข้างรุนแรง ทุกบริษัทต้องปรับตัวกันอยู่เสมอ อาร์เค พร็อพเพอร์ตี้เองก็พยายามรักษาจุดเด่นของตัวเอง และเพิ่มจุดแข็งอื่นๆ เข้ามาอยู่เสมอ โดยทุกโครงการ

ของบริษัทฯ ล้วนอยู่ติดถนนใหญ่ ในย่านที่การคมนาคมเข้าถึงได้สะดวก เป็นโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ จึงเป็น

ที่ต้องการของลูกค้า อีกทั้งในบางโครงการอย่าง ดิไอเฟิล รามคำแหง-มิสทีน ยังมีจุดเด่นเหนือคู่แข่งบริเวณเดียวกัน ตรงที่ใช้วิธีก่อสร้างแบบก่อฉาบ

ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากของลูกค้าปัจจุบัน เพราะได้ทั้งความแข็งแรง ทนทาน และความละเอียดประณีต มีการจัดเตรียมพื้นที่ส่วนกลางกว้างขวางหรือห้องอเนกประสงค์ บวกกับมีการนำพร็อพเทคเข้ามาอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้อาศัย”

“นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการปรับระบบการปฏิบัติงานภายใน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขายและให้บริการหลัง การขายแก่ลูกค้า เช่น การกำหนดมาตรฐานการตรวจรับบ้านที่เข้มงวด การสำรวจและศึกษาความต้องการของ ลูกค้าในเชิงลึก

เพื่อนำมาประกอบใช้กับขั้นตอนการออกแบบและก่อสร้างบ้าน การทำ CRM อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับความพึงพอใจของลูกบ้านและเพิ่มโอกาสในการขายจากการบอกต่อ

การให้ข้อมูลสินค้าโดยละเอียดและสร้างประสบการณ์เสมือนจริงผ่านสื่อออนไลน์ ที่ให้ลูกค้าได้รู้จักกับโครงการของอาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ มากที่สุดก่อนจะตัดสินใจมาเยี่ยมชมโครงการจริง เป็นต้น” นายวรยุทธ กล่าวเสริม

“ในส่วนของแนวทางการขยายธุรกิจในอนาคต บริษัทฯ ยังกำลังทำการศึกษาอยู่หลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการ

เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ การระดมทุนแบบ ICO หรือสกุลเงินดิจิทัล การร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจ หรือการรับพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบให้กับนักลงทุนที่มีแลนด์แบงก์อยู่แล้ว เป็นต้น”

“สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในปีนี้ ส่วนตัวมองว่าในปีนี้ตลาดยังน่าจะไปได้ดี ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนต่อเนื่องในโครงการใหญ่ๆ ของภาครัฐ

ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ ทางด่วนเชื่อมวงแหวน อีกทั้งภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศก็ยังเติบโต ไปในทิศทางที่ดี มีภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวได้ดี ถึงแม้การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

จะยังคงเข้มงวด แต่ก็มีท่าทีที่ผ่อนปรนลงกว่าช่วงที่ผ่านมา ในส่วนของอัตราความต้องการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพ และปริมณฑลก็ยังเพิ่มขึ้น จึงเชื่อว่ายอดขายโครงการแนวราบต่างๆ และคอนโดมิเนียมจะยังเติบโตต่อเนื่องในปีนี้” นายวรยุทธ กล่าวทิ้งท้าย

แสดงความคิดเห็น